บ้านน่าอยู่

พื้นฐานของบ้านน่าอยู่ โดยทั่วไป บ้านจะน่าอยู่ได้ต้องมีพื้นฐานที่สำคัญอย่างน้อย
3 ประการ ดังต่อไปนี้

    1. มีการตกแต่งอย่างดี และเอาใจใส่ ตรงตามความต้องการของเจ้าของบ้าน
    2. มีการดูแลอย่างดี สะอาด ไม่รกรุงรัง
    3. มีชีวิต ชีวา ตกแต่งอย่างดี คำว่า “ตกแต่งอย่างดี” ไม่ได้หมายถึงว่า คุณต้องลงทุนว่าจ้าง นักออกแบบตกแต่งภายในราคาแพง และเสียค่าใช้จ่าย มหาศาล เพื่อทำให้บ้านของคุณดูสวยหรูแต่หมายถึงว่าคุณต้องตกแต่งบ้าน ให้สวยงามตามรสนิยมของคุณเอง (ไม่ใช่ของนักออกแบบ หรือแขกที่มาเยี่ยม) มีประโยชน์ใช้สอยที่ครบถ้วน และมีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมตามความต้องการ และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ของตัวคุณเอง สรุปอย่างง่ายๆคือบ้านที่มี การตกแต่งอย่างดีของคุณต้อง

 

การตกแต่งอย่างดี คือ การที่

1. สวยตามรสนิยมของคุณ ถ้าชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น เช่น บางคนชอบบ้านที่ให้บรรยากาศที่ พักผ่อน ดูสบาย อบอุ่น หรือบางคน ชอบบ้านที่สวย ทันสมัย มีสีสรร เป็นต้น คุณไม่จำเป็นต้องทำตาม สมัยนิยม โดยที่คุณไม่ชอบบ้านของคุณเป็นที่ที่คุณ และครอบครัวใช้เวลาอยู่กับมัน มากที่สุดไม่ใช่ นักออกแบบตกแต่งภายในของคุณ หรือผู้รับเหมา หรือแม้กระทั่งแขกที่มาเยี่ยมบ้านก็ตาม

2. มีประโยชน์ใช้สอยที่ครบถ้วน โดยบ้านที่ดีควร มีส่วนต่างๆ ครบคือส่วนรับแขก หรือนั่งเล่นส่วนทานอาหาร ครัว ห้องนอน ห้องน้ำ และห้องเก็บของ เป็นต้นหากใครจะมีห้องมากกว่านี้ เช่นมีห้อง Mini- Theatre เพื่อเอาไว้ ดูหนังฟังเพลง หรือห้อง Karaoke สำหรับให้ญาติสนิทมารวมกันร้องเพลง ตลอดจนห้อง Fitnessเพื่อออกกำลังกายด้วยก็ได้

3. มีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมตามการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งความต้องการ ในข้อนี้ มักจะแตกต่างกันออกไป เช่น หากคุณใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในครัว เพลิดเพลินกับการทำอาหาร และขนมชนิดต่างๆ คุณควรจะมีครัวที่ใหญ่ มีอุปกรณ์ครบถ้วน และสวยงาม แต่หากคุณใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งเล่น ในห้องรับแขก คุณก็ควรจะมีห้องรับแขกที่น่าอยู่ นั่งสบาย และลูกค้าบางราย อาจจะชอบแต่งตัวและ ใช้เวลาแต่งตัวนานเป็นพิเศษ ก็ควรจะสร้างห้องแต่งตัว ที่ไม่อึดอัด และมีที่นั่งแต่งตัวให้สบาย เป็นต้น และสุดท้าย คำว่า “ตกแต่งอย่างดี” ก็ต้องเหมาะสมกับงบประมาณของเจ้าของบ้านด้วยไม่ใช่ว่า ตกแต่งบ้านทีเดียว ต้องจนไปอีกนานงานตกแต่งภายในนั้นไม่จำเป็นว่าต้องใช้ของแพงเสมอไป เราสามารถใช้ของที่มีราคาถูกกว่า แต่เมื่อนำมาจับคู่สีกัน หรือวางรวมกัน ก็อาจจะ ดูดีกว่าของที่แพงกว่าได้โดยไม่ยากนัก ดังนั้น บ้านที่เสียค่าใช้จ่ายในการตกแต่ง มากกว่าก็ไม่จำเป็นต้องดูดีกว่าหรือน่าอยู่กว่าบ้านที่ เสียค่าใช้จ่ายในการตกแต่ง น้อยกว่า เสมอไป

เครื่องฟอกอากาศที่ดี

เครื่องฟอกอากาศเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งเพื่อทำให้ บ้านมีอากาศสะอาด บริสุทธิ์ การเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด

จึงควรพิจารณาสิ่งต่างๆ ดังนี้

 

พิจารณาระบบฟอกอากาศ
ควรเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีระบบการฟอกอากาศแบบไฟฟ้าสถิต เพราะระบบนี้ จะใช้วิธีดูดจับอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กด้วยการเติมประจุไฟฟ้าบวกให้ กับอนุภาคฝุ่น ทำให้ฝุ่นที่ไหลต่อไปยังชุดกรองมีสนามแม่เหล็ก อนุภาคฝุ่นจึงถูกจับไว้ไม่ให้ไปไหน จึงมีแต่อากาศสะอาดเท่านั้นที่ไหลผ่านออกจากเครื่อง

 

ด้วยระบบไฟฟ้าสถิตนี้จะช่วยกรองอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็กๆ ละอองเกสรดอกไม้ เชื้อรา ไรฝุ่นและอนุภาคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคภูมิแพ้ โรคหอบ หืด และอาการระคาย เคืองบริเวณตา จมูก ได้เป็นอย่างดี พิจารณาแผ่นกรองอากาศ
เครื่องฟอกอากาศที่ใช้ระบบฟอกอากาศแบบไฟฟ้าสถิตจะมีแผ่นกรองหลายชนิดเพื่อ

ทำหน้าที่ ต่างกัน เริ่มตั้งแต่ Pre-Filter จะทำหน้าที่กรองอนุภาคฝุ่นขนาดใหญ่ เศษผง เส้นผม และอื่นๆ เป็นลำดับแรก จากนั้นแผ่นกรองกระดาษไฟฟ้าสถิตจะช่วยขจัด อนุภาคฝุ่น ชนิดต่างๆ เช่น สปอร์ของเชื้อรา ไวรัส และแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ของโรคภูมิแพ้ เป็นต้น และในขั้นสุดท้ายแผ่นกรองคาร์บอน จะช่วยกรองก๊าซ และกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาได้อย่างสะอาดหมดจด ทำให้บรรยากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์สดชื่นตลอดเวลา

พิจารณาค่า CADR ของเครื่อง
CADR (Clean Air Delivery Rate) เป็นค่ามาตรฐานสำหรับใช้วัดประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ ยิ่งค่า CADR สูง แสดงถึงประสิทธิภาพในการฟอกอากาศที่สูงขึ้น ซึ่งเครื่องฟอกอากาศที่ดีจะต้องลดปริมาณอนุภาคฝุ่นต่างๆ ได้สูงสุดถึง 80 % โดยมีอัตราการถ่ายเทอากาศภายในห้องซึ่งมีคนอยู่ครึ่งหนึ่งของห้องต่อชั่วโมง (ต้องคำนึงว่าในครอบครัวจะมีอากาศสกปรกใหม่ ๆ ไหลเวียนเข้ามาในห้องตลอดเวลา) ดังนั้นก่อนเลือกซื้อจึงควรสอบถามค่า CADR ของเครื่องฟอกอากาศจากผู้จำหน่ายด้วย

พิจารณาการประหยัดไฟ
ควรเลือกเครื่องฟอกอากาศที่กินไฟเพียงแค่ 20 วัตต์ เทียบเท่ากับหลอดไฟดวงเล็กเพียง 1 ดวงเท่านั้น

พิจารณาการทำงานเงียบ
ระดับ เสียงของเครื่องฟอกอากาศที่ดีควรอยู่ที่ 31 เดซิเบล ซึ่งเบากว่าเสียงกระซิบ โดยเฉพาะการเปิดใช้ขณะนอนหลับซึ่งไม่ควรมีเสียงดังรบกวน

พิจารณาการใช้งานและการดูแลรักษา
ควร ใช้เครื่องฟอกที่มีแผงควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถบอกขั้นตอนการทำงานที่เข้าใจง่าย สามารถวัดและบอกระดับคุณภาพของอากาศ ภายในห้องได้ เพื่อคุณสามารถเลือกระดับการทำงานให้สอดคล้องกัน และที่สำคัญสามารถแจ้งเตือนเมื่อต้องเปลี่ยนแผ่นกรอง หรือทำ ความสะอาดแผ่นกรองด้วย ซึ่งการทำความสะอาดนั้นก็ควรทำได้โดยง่าย เช่น ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาด เป็นต้น นอกจากนี้เครื่องฟอกอากาศควรมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก

การทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆในบ้าน

การทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆในบ้าน

 

 

 

หลายๆ คนคงปวดหัวทุกครั้ง เมื่อถึงเวลาต้องมานั่งทำความสะอาดพื้นผิวต่างๆ ภายในบ้านที่มีวัสดุแตกต่างชนิดกันมากมาย ตั้งแต่วัสดุปูพื้นห้องนอน ห้องน้ำ หรือผนัง จึงมีเคล็ดลับดีๆ ในการทำความสะอาดมาแนะนำกัน

 

1. กระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องโมเสก ให้ใช้แปรงที่มีขนอ่อนๆ ชุบน้ำสบู่หรือผงซักฟอก แล้วขัดบริเวณที่เป็นคราบสกปรกซ้ำๆ โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อ ถ้ามีเชื้อราให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
2. หินเทียมหรือหินสังเคราะห์ ให้ใช้น้ำอุ่นผสมกับเบกกิ้งโซดาเช็ดบริเวณที่เกิดคราบสกปรก ถ้าคราบสกปรกฝังลึกให้ผสมเบกกิ้งโซดาจนข้นแล้วนำไปพอกบริเวณนั้นๆ ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วจึงเช็ดออก แต่ถ้าเกิดรอยถลอกขีดข่วนให้ใช้น้ำยาเฉพาะ
3. ไม้ธรรมชาติ เป็นวัสดุที่ดูแลรักษาง่าย แต่ต้องระวังเรื่องความชื้นและไม่ให้น้ำซึมเข้าสู่เนื้อไม้ ส่วนใหญ่มักจะเคลือบด้วยน้ำยารักษาเนื้อไม้ (ยูรีเทน) ถ้าสกปรกมากให้ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ด แล้วเช็ดตามด้วยผ้าแห้งทันที ถ้ามีคราบสกปรกที่เช็ดไม่ออกให้ใช้น้ำมะนาวทาทิ้งไว้ประมาณ 1 คืนแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
4. แผ่นลามิเนต เป็นพลาสติกที่เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย และต้องระวังไม่ให้สัมผัสกับภาชนะร้อนๆ โดยตรง วิธีทำความสะอาดให้ใช้ผ้าชุบน้ำผสมเบกกิ้งโซดาหมาดๆ เช็ดบริเวณที่เปื้อนสิ่งสกปรกแต่ระวังอย่าให้โดนน้ำมาก เพราะอาจทำให้กาวที่ติดลามิเนตหลุดออกได้
5. สเตนเลส ดูแลรักษาง่าย โดยใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ด แต่ถ้าเป็นคราบที่เช็ดไม่ออกให้ใช้แอลกอฮอล์หรือยาสีฟันทาลงไปก่อนแล้วค่อย ใช้ผ้าเช็ด และถ้าต้องการให้สเตนเลสดูใหม่อยู่เสมอ ควรลงน้ำยารักษาสเตนเลสเดือนละ 2 ครั้ง
6. กระจก วิธีทำความสะอาดนอกจากจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ชุบน้ำอย่างที่เคยแล้ว เราอาจใช้น้ำส้มสายชู แอมโมเนียเจือจางหรือเบกกิ้งโซดา แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยก็สามารถใช้เครื่องมือเช็ดกระจกที่มีแถบยางกว้างๆ จะได้ทุ่นแรง ส่วนตามมุมขอบใช้เสื้อผ้าเก่าๆ เช็ดก็ได
7. หินแกรนิต เนื้อหินจะมีรูพรุน ถ้าทำน้ำหกจะทำให้เกิดเชื้อราได้ให้รีบเช็ดทันที ถ้าเกิดคราบสกปรกให้ใช้ผ้าชุบน้ำ 2 ถ้วยผสมน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ ผงฟู บอแรกซ์ และน้ำยาล้างจานอย่างละ 1 ช้อนเช็ดบริเวณที่เกิดคราบสกปรก
8. หินอ่อน ดูแลรักษายาก เพราะซึมน้ำได้ง่าย จึงทำให้มีคราบไขมันและกลิ่นอาหารฝังอยู่ ถ้าป็นคราบสกปรกที่ฝังแน่นมากๆ ให้ใช้ทาร์ทาร์ซอสผสมน้ำมะนาวป้ายที่รอยสกปรกแล้วทิ้งไว้สักพัก ล้างออกด้วยน้ำปล่า ระวังอย่าใช้วัสดุที่เป็นเส้นหยาบๆ เช็ดเพราะจะทำให้เกิดรอยขีดข่วน

5 หลักรับหน้าร้อน

วันนี้มีหลักการเตรียมตัวต้อนรับ หน้าร้อนเพื่อบ้านที่คุณรัก กับ 5 ประการนี้จ้า

 

1. ตรวจสอบว่าเครื่องปรับอากาศ……ล้างครั้งสุดท้ายเมื่อไร…ไม่นับการล้างแผ่นกรองอากาศที่ท่านจะต้องทำด้วยตนเองทุกเดือน ถ้าเลย 6 เดือน หรือ 6 เดือน พอดี ถึงกำหนดนัดช่างมาล้างได้แล้ว นัดแต่เนิ่นๆ ผู้เขียนเคยโดนปฏิเสธจากช่างมาหลายเจ้า ด้วยเหตุที่พอถึงหน้าร้อน เครื่องปรับอากาศทุกบ้านพร้อมใจกัน….ตัน

2. หากสำรวจพบว่าเครื่องปรับอากาศของท่านเริ่มทรุดโทรมมากๆๆๆ แนะนำว่าเดี๋ยวนี้เครื่องปรับอากาศราคาไม่แพงมาก ควรเปลี่ยนใหม่ให้เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง หรือที่เรียกว่า “แอร์เบอร์ 5” จะช่วยให้ลดการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า และน่าจะเพิ่มเงินให้เหลืออยู่ในกระเป๋าได้บ้าง

3. ตรวจสอบว่าตรงส่วนใดของบ้านที่คิดว่าความร้อนจากแสงแดดเข้าถึงที่สำคัญ คือ ทิศตะวันตก ทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยดูที่ช่องเปิดหน้าต่าง ….ช่อง แสง…..ว่ามีกันสาดหรือยัง โดยเฉพาะทิศใต้ และตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งกันสาดนอกจากจะกันแดดแล้วยังกันฝนด้วย หากมีกันสาดแล้ว ก็ดี …กันฝน แต่แสงแดดตอนบ่ายแก่ๆ จนถึง 5 โมง เย็น สามารถส่องได้ในองศาที่ต่ำ ก็จะเล็ดลอดเข้ามาได้ เราก็ต้องมาสำรวจกันต่อ ก็ต้องดูว่ามีเครื่องกำบังหรือยัง เช่น ม่าน การติดฟิล์มกรองแสงเพื่อช่วยลดรังสีความร้อนที่มาจากแสงแดดโดยตรงหากมีที่ ทางปลูกต้นไม้รีบปลูกซะตอนนี้หน้าร้อนปีหน้าอาจจะโตทันพอให้ร่มเงาแก่ผนัง อาคารได้

4. หน้าร้อนเมืองไทยนอกจากร้อน ยังมีฝน จึงต้องสำรวจตรวจตราที่ช่องเปิดที่เดิมว่า
4.1 หากเป็นหน้าต่างกรอบบานทำด้วยไม้ วงกบไม้จะ มีการยืดหดตัวตามธรรมชาติของไม้ ถ้าเห็นเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ควรหาซิลิโคนชนิดใช้กับวัสดุที่เป็นกระจกกับไม้ หรือไม้กับผนังปูน และต้องเป็นชนิดที่ใช้ภายนอกได้ มาอุดรอยต่อเสียให้เรียบร้อย

 

4.2 กรณีที่หน้าต่าง หรือประตูเป็นกรอบบาน และวงกบอลูมิเนียม ก็ควรตรวจสอบว่าซิลิโคนที่เคยอุดที่รอยต่อระหว่างกระจกกับกรอบบาน และวงกบกับผนังปูน ไว้ตั้งแต่สมัยติดตั้ง ยังอยู่ดีหรือไม่ ถ้าพบว่ากรอบหลุดร่วงแล้ว ก็ควรเรียกช่างที่รับทำอลูมิเนียมมาอุดซิลิโคนใหม่ แต่ก่อนอุดต้องบอกให้ช่างดึงเอาของเก่าออกให้หมดก่อนด้วย เพราะมิฉะนั้น ซิลิโคนใหม่จะไม่ยึดเกาะกับซิลิโคนเดิม

 

4.3  หากดูช่องเปิดแล้วเลยไปถึงผนัง ถ้ามีรอยร้าวเนื่องจากปูนฉาบแตกร่อน ก็น่าจะหาโอกาสในการซ่อมแซมเสียเลย เช่น การใช้วัสดุยาแนวประเภทเซรามิก โค้ทติ้ง ชนิดที่ใช้ทารอยแตกร้าวของผนังมาทา หรือหากรอยแตกมีขนาดกว้างอาจจะต้องใช้วัสดุประสาน ที่เรียกในภาษาช่างว่า Non-Shrink มาอุดรอยแตกร้าวก่อน แล้วค่อยทาสีทับ
5. หากมีกำลังทรัพย์มากหน่อยก็แนะนำให้เพิ่มฉนวนกันความร้อนที่หลังคาอีกสักหน่อย จะช่วยให้บ้านเย็นสบายขึ้นอย่างสังเกตได้ นอกจากจะช่วยลดความร้อนที่เข้ามาในบ้านแล้วยังช่วยลดภาระของเครื่องปรับ อากาศให้ทำงานน้อยลง ค่าไฟก็จะลดลงด้วย ส่วนบ้านที่กำลังคิดจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ หน้าร้อนนี้ นอกจากจะต้องสำรวจช่องเปิด ประตู -หน้าต่าง ไม่ให้รับรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์โดยตรงและลดความเดือดร้อนจากฝนที่จะ รั่วไหลเข้ามาเกิดความเสียหายภายในบ้าน รวมถึงการตรวจตราดูว่าระบบไฟฟ้าที่ต่อมาจากการไฟฟ้าเข้ามายังบ้านเราเพียงพอ สำหรับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ หากน้อยจนเกินไปก็ควรรีบติดต่อกับการไฟฟ้าให้เพิ่มจำนวนเสีย เพื่อไม่ให้เกิดการกระชากของกระแสไฟฟ้าซึ่งจะส่งผลเสียต่ออายุการใช้งานของ อุปกรณ์ไฟฟ้า

เหตุผลที่ต้องสำรวจและเตรียมบ้านให้ พร้อมรับหน้าร้อนก็เพื่อช่วยให้ท่านสามารถลดค่าไฟที่จะต้องเพิ่มขึ้นมากๆๆๆ ในช่วงหน้าร้อนอย่างแน่นอน อย่าลืมว่าการติดตั้งเครื่องปรับอากาศไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เป็นเพียงการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในสภาพแวดล้อมในเมืองที่แย่ และยังเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างฟุ่มเฟือย หากผู้อ่านท่านใดมีพื้นที่รอบๆ บ้านก็อยากให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ทั้งเล็กและใหญ่ จะช่วยให้รอบๆ บ้านของเราเย็นลงอากาศที่เข้ามาสู่ตัวบ้านก็จะเย็นลงด้วย หากร่วมมือร่วมใจช่วยกันบางทีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศก็คงไม่จำเป็น หรือ อาจเปิดใช้เฉพาะวันที่ร้อนมากๆจริงๆ ก็จะช่วยให้เราประหยัดพลังงานของชาติ และเงินในกระเป๋าลงได้

คำแนะนำในการสร้างบ้าน

บ้านประหยัดพลังงานเป็นอีกตัวเลือกของการสร้างบ้านในยุคปัจจุบัน ที่นอกจากจะช่วยในเรื่องของการลด ค่าใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง ค่าใช้จ่ายด้านการประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยในเรื่องของกระแสโลกร้อน ที่กำลังร้อนแรงอยู่ทุกวี่วันอีกด้วย

 

จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย ได้วิเคราะห์กันว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เผาผลาญน้ำมัน และพฤติกรรมการใช้พลังงานของมนุษย์ ที่ไม่สร้างสรรค์ หนักไปทาง การทำลาย ใช้อย่างไม่รู้ประโยชน์ ทั้งจากโรงงานอุสาหกรรม และจากเทคโนโลยีต่างๆ ที่ถึงแม้จะช่วยพัฒนาโลก ให้ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีเหล่านี้ก็สร้างความเสียหายให้กับโลกไม่น้อยเช่น เดียวกัน
ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ ที่มนุษย์ได้ทำโดยที่รู้หรือไม่รู้ก็ตามแต่  ทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นตัวการ สำคัญในการเกิดปรากฏการณ์ ( Green house Effect) สาเหตุสำคัญของปรากฏการณ์โลกร้อน ในปัจจุบันมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ออกสู่บรรยากาศเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง และไม่มีแนวโน้มจะลดลง

 

ซึ่งก๊าซเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่กักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไม่ ให้คายออกไปสู่ชั้นบรรยากาศของโลก ส่งผลให้อุณหภูมิของโลก สูงมากขึ้น การสร้างบ้านประหยัดพลังงานจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ สำหรับแบบบ้านใหม่ในยุคปัจจุบัน

10 จุดบ้านทรงไทยเสียตรง

10 จุดบ้านทรงไทยเสียทรง

บ้านทรงไทย,แต่งบ้าน

ฉบับนี้เราจะพาคุณไปชำแหละบ้านทรงไทยกันดูว่า
เพราะสาเหตุใดกันแน่ ที่ทำให้บ้านทรงไทยบางหลังไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น
และจะมีวิธีจัดการแก้ไขได้อย่างไร

1. ผิดตำแหน่ง
เรือนไทยกับการจัดวางผังแบบเรือนหมู่เป็นของคู่กัน หากวางตัวเรือนเพียงหลังเดียวไว้โดดๆ
หรือถึงแม้จะมีหลายหลัง แต่นำมาจัดวางเรียงต่อกันเป็นแถว ก็จะทำให้ความสวยงามดูลดลงไปมาก
เนื่องจากขาด “ชานบ้าน” ซึ่งนอกจาก จะทำหน้าที่เป็นส่วนเชื่อมต่อพื้นที่ระหว่างเรือนแต่ละหลังแล้ว
การจัดวางตำแหน่งของผังเรือนที่ดี ยังช่วยสร้างมิติและระยะ จากการเว้นระยะห่าง การลดหลั่นของระดับสูงต่ำ
และการซ้อนบังกันของตัวเรือน ซึ่งทำให้ภาพรวม และมุมมองของเรือนไทยดูสวยงามขึ้น

2. ไม่เข้าที่เข้าทาง
เสน่ห์อย่างหนึ่งของบ้านทรงไทยคือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ภายในกับสภาพแวดล้อมภายนอก
ดังนั้น การจัดพื้นที่รอบข้างให้มีความต่อเนื่องสอดคล้องกับตัวบ้านจึงมีความสำคัญมาก
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพรรณไม้ให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นของบ้านเรา
รวมทั้งการจัดสวนแบบไทย เช่น ปลูกไม้ดัด ไม้กระถางบนชานบ้าน หรือปลูกไม้หอมไว้รอบบริเวณบ้าน
เพื่อช่วยเสริมบรรยากาศอีกทางหนึ่ง

บ้านทรงไทย,แต่งบ้าน
3. ผสมผิดสูตร
ลักษณะของบ้านทรงไทยแต่ละรูปแบบ แต่ละยุคสมัย แต่ละภาค ต่างก็มีรายละเอียดเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป
แต่ยังมีคนจำนวนมากคิดว่าบ้านทรงไทยแบบไหนๆก็เป็นบ้านไทยเหมือนกัน
จึงนำสไตล์ของบ้านทรงไทยแบบต่างๆมาผสมรวมกันในบ้านหลังเดียว เช่น
ทำบ้านทรงสูงมีช่องลมแบบบ้านภาคใต้ แต่บนยอดจั่วติดกาแลแบบบ้านภาคเหนือ
แล้วทำผนังฝาปะกนแบบบ้านภาคกลาง โดยเข้าใจว่าเป็นการทำบ้านในแบบประยุกต์
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนำรูปแบบต่างๆมาผสมกันแบบผิดๆ กลับยิ่งเป็นการทำลายเอกลักษณ์
และคุณค่าของบ้านให้หมดลงเสียไปมากกว่า

บ้านทรงไทย,แต่งบ้าน
4. มากเกินไป
ในทุกความงามต้องมีความพอเหมาะพอดี บ้านทรงไทยก็เช่นเดียวกัน
รายละเอียดและองค์ประกอบต่างๆในบ้านทรงไทยล้วนมีแบบแผนที่มา
การตกแต่งที่มากจนเกินไป โดยหวังจะเพิ่มความสวยงาม เช่น
นำลายฉลุแบบโคโลเนียลมาประดับที่ชายคาและราวระเบียง
หรือบางแห่งถึงขนาดนำช่อฟ้า ใบระกาจากวัดมาติดบนหลังคาบ้าน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่องค์ประกอบจริงๆของบ้านทรงไทย จึงทำให้บ้านดูรกรุงรังจนเกินงาม
แถมยัง อาจทำให้ผิดกาลเทศะอีกด้วย

บ้านทรงไทย,แต่งบ้าน
5. ซ่อนไม่เนียน
การจะนำบ้านทรงไทยมาใช้อยู่อาศัยจริงๆในปัจจุบัน อาจต้องติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆเพิ่มเติม
เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องหาวิธีปกปิดอำพรางความไม่เข้ากันให้ดูกลมกลืน
โดยอาจใช้วิธีสร้างผนังหรือตีระแนงไม้ขึ้นมาปิดทับอีกชั้น ออกแบบตู้สำหรับเก็บซ่อน
หรือใช้การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพื่อมาบัง เพราะหากเห็นสิ่งแปลกปลอมเพียงนิดเดียว
ก็อาจทำให้บรรยากาศความงดงามของบ้านทรงไทย ที่อุตส่าห์พยายามสร้างมา ดูสูญเปล่า

บ้านทรงไทย,แต่งบ้าน
6. ต่อเติมจนเพี้ยน
“บ้านไทยประยุกต์” กับ”บ้านไทยต่อเติม” นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การต่อเติมบ้านทรงไทยแบบเอาสะดวกไว้ก่อนอาจทำให้ของดีที่มีอยู่เสียไปได้ เช่น
อยากได้ที่พักผ่อนแบบไทยๆ ก็นำศาลาไทยไปไว้บนยอดตึก หรืออยากต่อเติมห้องก็ก่อผนังคอนกรีต
หรือทำกันสาดยื่นออกมาจากตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ
เพราะจริงๆแล้วการต่อเติมให้เข้ากันนั้นยากกว่าการสร้างใหม่ให้สวยงามเสียอีก
หากจำเป็นต้องทำ ก็ควรเพิ่มเทคนิค และความพิถีพิถันให้มากกว่าปกติ

7. หุ่นไม่ดี
ทุกองค์ประกอบในบ้านทรงไทย ล้วนมีการกำหนดไว้อย่างมีแบบแผนตามหลักวิชาช่างที่สืบต่อกันมาตั้งแต่
สมัยโบราณ แม้ว่าจะไม่มีการระบุเป็นตัวเลขตายตัว แต่ก็มีการแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจน
เพื่อใช้อ้างอิงกับขนาดและระยะขององค์ประกอบทุกส่วนในบ้าน เมื่อนำส่วนต่างๆมาประกอบกันก็จะได้
“บ้านทรงไทย”ที่มีความสมส่วนสวยงาม สามารถรับรู้ได้จากสายตา
คล้ายกับรูปร่างของคนที่ เมื่อมีสัดส่วนผิดเพี้ยนก็จะเห็นได้ชัดเจน

บ้านทรงไทย,แต่งบ้าน
8. ขาดความเข้าใจ
การสร้างบ้านไทยในสมัยก่อน ช่างผู้ก่อสร้างบ้านแต่ละหลัง คือ ศิลปินผู้ออกแบบบ้านหลังนั้นๆ
แต่ปัจจุบันช่างผู้ปรุงบ้านไทยมาในรูปแบบของผู้รับเหมา
รูปแบบและกระบวนการต่างๆที่ผ่านการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลและแฝงด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านอาจตกหล่นไป
ด้วยฝีมือและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงมักจะทำให้รูปทรง และรูปแบบขององค์ประกอบต่างๆ
เกิดความผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ง่าย

9. เฟอร์นิเจอร์ไม่เข้ากัน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่มีเฟอร์นิเจอร์ทรงไทย เพราะวิถีชีวิตของคนไทยแต่เดิมคือนั่ง-นอนกับพื้น
การเลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง จึงควรเลือกของที่มีอารมณ์เข้ากับตัวบ้าน เช่น
เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ผสมผสานงานช่างแบบช่างไทย หรืองานหัตถกรรมแบบพื้นบ้าน
รวมถึงงานที่มีกลิ่นอายความเป็นตะวันออกอย่าง เฟอร์นิเจอร์สไตล์โคโลเนียล หรืองานไม้แบบจีน
ก็พอจะปรับให้กลมกลืนไปด้วยกันได้

บ้านทรงไทย,แต่งบ้าน
10. ที่ดินไม่เหมาะสม
บ้านทรงไทย ซึ่งได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า เปรียบเหมือนงานประติมากรรมชิ้นหนึ่ง
ซึ่งควรจะจัดวางอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้โดยรอบ
ฉะนั้น ที่ดินที่ใช้ในการปลูกสร้าง จึงควรมีความกว้างขวางพอสมควร เพื่อเว้นให้มีพื้นที่ว่างโดยรอบเพียงพอ
เมื่อมองเข้าสู่ตัวบ้านแล้วเห็นตัวเรือนชัดเจน เพราะหากไม่มีพื้นที่ให้สามารถมองบ้านในมุมมองที่ดีได้
จะสร้างบ้านออกมาสวยเพียงใดก็คงจะไร้ประโยชน์

วิธีทำความสะอาดบ้าน

ความสะอาด ส่วนต่างๆของบ้าน
1. วิธีทำให้กรอบกระจกเงา หรือกรอบกระจกรูปภาพ มองดูใหม่เสมอ ทำได้โดยการใช้ผ้าชุบน้ำมันสน แล้วทาบริเวณกรอบไม้ รอจนแห้งสนิท กรอบจะมองดูใหม่ทันที
2. วิธีการขจัดคราบไขมัน ที่ติดรอบท่อ อ่างล้างจาน ซึ่งถ้าปล่อยไว้นาน ๆ จะเป็นเหตุให้ท่ออุดตันได้ มีวิธีทำคือ นำเกลือแกงใส่ลงไปในท่อ 2-3 ช้อน จากนั้นนำ โซดาไฟ หรือเบกกิ้งโซดาหรือผงฟู ต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงไป ไขมันที่อุดตัน ก็จะหลุดออกไปหมด
3. วิธีขจัดรอยเปื้อน ด่างดำบนเครื่องใช้ที่เป็นหนังคือ หยดน้ำมันสลัด สัก 2-3 หยด ในน้ำสบู่ แล้วใช้แปรงจุ่มน้ำที่ผสมไว้มาถู จากนั้นจึงซักในน้ำสบู่ ธรรมดาอีกครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ต่อด้วยเช็ดให้แห้งผึ่งลมไว้
4. วิธีการดึง สติ๊กเกอร์ ที่ติดอยู่บนฝาห้องออกโดยไม่ทิ้งคราบกาว ไว้ที่ฝา ทำได้โดยใช้น้ำมันพืชมาทาบนรูปสติ๊กเกอร์ แล้วจึงค่อยๆดึงออกมา
5. ในการใช้ยาขัดเฟอร์นิเจอร์ ไม่ควรใช้ประเภท น้ำมัน หรือ ขี้ผึ้ง บ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้ผิวเฟอร์นิเจอร์เกิดความเสียหายได้ง่าย
6. ในการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นผ้าฝ้าย ให้ใช้แปรงทาสี ด้ามใหม่ปัดตามซอกมุมเฟอร์นิเจอร์ ไปพร้อมกันกับการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ทุกครั้ง
7. วิธีลบคราบดวงๆ ที่ติดบนเฟอร์นิเจอร์คือ ให้ใช้ จุกไม้ก๊อกถู ถ้าไม่ออกให้ใช้นิ้วมือแตะยาสีฟันผสมขี้เถ้าบุหรี่ ถูอีกครั้ง จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรอยเปื้อนซ้ำอีกครั้ง
8. การทำความสะอาดพื้นกระเบื้องยาง คือ ใช้แปรงสีฟัน ชุบยาสีฟัน แล้วนำไปขัดถูบริเวณรอยเปื้อนให้แรงๆ จะทำให้รอยเปื้อนหลุดออกไปได้โดยง่าย
9. การขัดพื้นกระดานให้เงาแบบโบราณคือ หามะพร้าวมาผ่าครึ่ง ทุบกะลาตรงปากออกสักเล็กน้อย แล้วนำมาคว่ำลงกับพื้นกระดานขัดถูพื้นบ่อยๆ พื้นกระดานจะมองดูเงางามเชียวแหละ
10. วิธีทำความสะอาดกรอบกระจกเงา หรือ กรอบรูปภาพให้มองดูใหม่คือ ให้เอาน้ำมันชุบผ้าทาตรงส่วนที่เป็นกรอบ แล้วรอจนแห้งแล้วจะมองดูใหม่ขึ้น
11. วิธีทำความสะอาดคราบสกปรกที่ติดกระเบื้องปูห้องน้ำ มีวิธีทำคือ ราดด้วยน้ำให้ทั่ว แล้วเอาเกลือแกงโรยลงบนแปรงขัดทั้งห้องน้ำ หรืออาจจะโรยเกลือที่ผ้าเปียกน้ำ แล้วขัดพื้นให้ทั่ว เพียงเท่านี้ห้องน้ำกระเบื้องของคุณก็จะสะอาดเป็นเงางามเลยทีเดียว
12. วิธีการทำความสะอาดผ้าม่าน ที่เป็นใยสังเคราะห์ ควรซักด้วยมือ ก่อนซักควรปัดฝุ่นให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นเทน้ำยาซักผ้าลงบริเวณที่เปื้อน แล้วจุ่มลงในน้ำยาซักผ้าที่ผสมน้ำอุ่น แล้วอย่าบิด ควรคลี่ตากเพราะในเวลาแห้งจะได้ ผ้าม่าน ที่เรียบไม่ยับยู่ยี่
13. วิธีทำความสะอาดโป๊ะไฟ โคมไฟ ในส่วนที่ทำความสะอาดยากเช่น รอยจีบซอกเล็ก ซอกน้อย ให้ใช้ เครื่องเป่าผม เป่าลมไปตามที่มีฝุ่นละอองจับ แล้วค่อยๆใช้ผ้าชุบน้ำยาล้างจานเช็ด ตามด้วยผ้าสะอาดเช็ดอีกครั้ง เพียงเท่านี้โคมไฟที่ว่าหมองจะใหม่สะอาดทันที
14. วิธีทำความสะอาด ผ้าม่านพลาสติก ควรซักด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือน้ำยาซักผ้าที่ผสมน้ำอุ่น แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ใช้ตากลมดีกว่าตากแดด เพราะจะไม่ทำให้ผ้าม่านสีซีดจางลงไป
15. วิธีการทำความสะอาดกระจกเงาส่องหน้าให้ใส คือนำยาสีฟัน มาบีบใส่ไว้บนกระจก แล้วหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดยาสีฟันที่บีบทิ้งไว้บนกระจก โดยถูให้ทั่วๆกระจก แล้วใช้ผ้าเช็ดอีกครั้ง กระจกเงาที่หมองจะดูเงางามเป็นประกายทันที
16. วิธีทำความสะอาดคราบน้ำมัน บนพื้นปูนซีเมนต์ ให้สะอาดเอี่ยมคือหา ขี้เถ้าที่อยู่ในเตาถ่านมาโรยไว้บนคราบน้ำมัน ที่เปื้อนพื้นปูนซีเมนต์ให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ล้างออกด้วยน้ำให้สะอาด ขี้เถ้าก็จะดูดคราบน้ำมันออกไปจนหมดเกลี้ยง
17. วิธีทำความสะอาดรอยดินสอหรือดินสอเทียนที่ติดบนวอลล์เปเปอร์ คือ ให้ใช้ เครื่องเป่าผมโดยใช้ลมร้อนจี้ตรงบริเวณนั้น แล้วหาผ้าฝ้ายชุบน้ำสบู่บิดให้หมาด นำมาเช็ดถูตรงรอยเปื้อน รอยของสีนั้นก็จะจางหายไป
18. วิธีทำความสะอาดสี ที่เปื้อนหน้าต่าง ผลมาจากการทาบ้าน ให้ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเปล่า อัตราส่วน 2 : 1 ตั้งไฟให้ร้อนจัด ใช้แปรงทาสี ที่สะอาดจุ่มส่วนผสมที่ยังร้อนอยู่ถูตรงบริเวณรอยเปื้อน รอยเปื้อนดังกล่าวจะหลุดออกได้เอง
19. วิธีทำความสะอาดพื้นที่ทำด้วยไวนิล ให้สะอาดหมดจด มีวิธีทำง่ายๆคือ นำน้ำอุ่นผสมกับน้ำส้มสายชู ในอัตราส่วนเท่าๆกัน แล้วนำมาล้าง พื้นไวนีล เช็ดให้แห้ง พื้นก็จะสะอาดสดใสทีเดียว
20. วิธีทำความสะอาดคราบน้ำมัน ที่ติดอยู่บนวอลล์เปเปอร์ ใช้แป้งฝุ่นผสมน้ำยาทำความสะอาด แล้วนำมาป้ายตรงจุดที่สกปรก ปล่อยทิ้งไว้จนแห้ง ใช้ผ้านุ่มๆเช็ดออก คราบน้ำมันก็จะติดออกมาด้วย
21. วิธีทำความสะอาดพรม ที่เปื้อนคราบน้ำมัน ให้เทเบกกิ้งโซดา ลงตรงบริเวณทีเปื้อนคราบน้ำมัน ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดตรง รอยเปื้อนน้ำมันนั้น คราบก็จะจางหายไป
22. วิธีทำความสะอาดคราบสกปรกที่เปื้อนกระเบื้องเคลือบ ให้ใช้ส่วนผสมของไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และครีมออฟทาร์ทาร์ อย่างละเท่ากัน ทาให้ทั่วแล้วล้างออกตามปกติ จะทำให้คราบสกปรกนั้นหายไป
23. วิธีทำความสะอาดพื้นโรงรถ ที่เปื้อนน้ำมันเครื่อง ให้โรยด้วย ทราย ทิ้งไว้ 1 คืน กวาดทรายออกไป คราบน้ำมันก็จะหลุดออกไปด้วยกับทรายนั่นเอง
24. วิธีทำความสะอาดหน้าต่างกระจก ให้ใสสะอาด ผสมน้ำกับน้ำส้มสายชู 1 : 2 ส่วน แล้วนำไปใส่ใน ขวดสเปรย์ นำไปฉีดบนหน้าต่าง กระจก แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดอีกที หน้าต่างกระจกจะใสจริง ๆ
25. วิธีทำความสะอาดผ้าม่าน ทำได้โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากป้ายที่ติดมากับผ้าม่าน แล้วจุ่มลงไปในอ่างน้ำอุ่นที่ผสมกับเกลือ 1 ถ้วย แล้วแขวนผ้าม่านให้แห้ง โดยแผ่ให้หมดเนื้อผ้า จะทำให้ผ้าม่านสะอาดและไม่ยับอีกด้วย